FOLLOW US ON SOCIAL

Posted On

08
June
2023

มื้อพิเศษ โอกาสพิเศษ กับคนพิเศษ อิ่มอร่อยกับเชฟนิว และบรรยากาศสุดชิลสดชื่นที่ หลังบ้านเชฟ Chef’s House

เชื่อว่าทุกคนย่อมมีวันดี ๆ มีวันพิเศษ หลาย ๆ คนก็คงกำลังมองหาสถานที่พิเศษที่จะ Celebrate วันดี ๆ ด้วยกัน วันนี้น้ามีร้านดี ๆ ที่อยากมาแนะนำ สำหรับใครที่อยากได้บรรยากาศดี ๆ บริการดี ๆ รวมไปถึงอาหารที่รังสรรค์จากเชฟฝีมือดี เชื่อเลยว่าร้านวันนี้อาจจะถูกใจใครหลาย ๆ คนแน่นอน มื้อแบบนี้อาจจะไม่ได้มีทุกวัน แต่ถ้าได้มาอยู่ในวันพิเศษของใครหละก็บอกเลยว่า ลืมไม่ลงจริง ๆ ที่ร้าน หลังบ้านเชฟ – Chef’s House

ร้านหลังบ้านเชฟ เป็นร้านอาหารสไตล์ Chef’s Table กล่าวคือเป็นร้านที่ไม่ได้มีเมนูให้ลูกค้าเลือกเหมือนเวลาที่เราเดินเข้าไปร้านอาหารทั่วไป ร้านนี้จะเป็นร้านที่เชฟจัดคอร์สไว้ให้ลูกค้าเลย โดยปกติแล้วเชฟจะมีคอร์สที่ทางร้านได้คิดไว้ในแต่ละซีซันอยู่แล้ว ซึ่งจะหมุนเวียนเปลี่ยนกันไปทุก ๆ ฤดู เพราะร้านนี้จะเน้นใช้วัตถุดิบที่ออกตามฤดูกาล เพียงลูกค้าแจ้งเชฟไว้ว่าไม่กินอะไร แพ้อะไร หรือชอบอะไรเป็นพิเศษ เชฟก็จะรังสรรค์เมนูต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับลูกค้าในแต่ละท่าน

ถ้าใครจะมา น้าอ้วนอาจจะบอกว่าร้านนี้เป็นหนึ่งในร้านที่ค่อนข้างลึกลับ ถ้าจะให้น้าอธิบายเส้นทางมาร้านนี้ก็ต้องบอกตรงนี้ว่า อธิบายยากมาก ทางที่ง่ายที่สุดที่จะมาคือ ตาม GPS มาดีกว่า เพราะเส้นทางมาร้านนี้จะมาทางเทศบาลแม่ปูคา อำเภอสันกำแพง สำหรับเส้นทางมาร้านนี้ ดูตาม GPS ที่อยู่ในแอป Wongnai ได้เลย https://www.wongnai.com/r/382850hJ ร้านเปิด 18.00 น. ถึง 22.00 น. หยุดทุกวันจันทร์ และควรโทรมาจองก่อน เพราะการเสิร์ฟแบบ Chef’s Table เชฟจะต้องเตรียมวัตถุดิบ และสอบถามรายละเอียดกับลูกค้าที่จะมาใช้บริการด้วย ตามข้อมูลข้างต้นที่น้าอ้วนได้กล่าวไว้ เบอร์ร้านจะเป็น 085-7241544

เมื่อเลี้ยวเข้าไปแล้วก็อย่าตกใจหละ ว่าฉันหลงมาอยู่ตรงไหน บรรยากาศทางเข้าบ้านเชฟนั้นจะเป็นคล้าย ๆ โรงเรียน หรือค่ายลูกเสือ นั่นแหละมาถูกทางแล้ว เพียงแค่ขับรถไปตามป้ายเท่านั้นเอง สุดท้ายก็จะเจอบ้านของเชฟ และร้านก็จะอยู่ หลังบ้านเชฟ นั่นเอง

คอร์สอาหารของที่ร้านจะหมุนเวียนตามฤดูกาล ดังนั้นคอร์สอาหารที่น้าอ้วนเอามาแนะนำในวันนี้จึงไม่ใช่คอร์สหลักที่มีเสิร์ฟกันเป็นชุด ๆ แบบนี้ เมนูเหล่านี้จะเป็นตัวที่ทางเชฟนิว ได้คิดค้น รังสรรค์ในแต่ละฤดูกาลและเอามาให้น้าอ้วนได้ชิม น้าก็เลยอยากนำเสนอคอนเซ็ปต์อาหารของที่นี่ให้ทุกคนได้รู้จักกัน

Welcome to Chef’s House จะเป็นเมนูเรียกน้ำย่อยที่มีองค์ประกอบถึง 3 อย่างด้วยกันทั้ง Chonburee Hotate Tatare เสิร์ฟมาในกรวยเล็ก ๆ มีความฉ่ำและกรอบ รวมไปถึง Fruit Salad Tartelette เป็นสลัดผลไม้ที่มีทั้งความหวาน ฉ่ำ เปรี้ยวสดชื่นใส่ในทาร์ตชิ้นขนาดพอดีคำ คลุมด้วยเจลลี่ด้านบน ปิดท้ายความสดชื่นด้วยน้ำทับทิมสยาม เปรี้ยวอมหวาน ถือเป็นเมนูเรียกน้ำย่อยที่ช่วยเปิดต่อมรับรสในปากได้อย่างดี

Catch of the day เนื้อปลากะพงที่เอาไปทำคล้าย ๆ กับ Fish Cake นุ่มหอม เสิร์ฟพร้อมกับ Miso Crumble มีความกรุบกรอบ ท็อปด้วย White Wine Beurre Blanc Ice-Cream ที่เสิร์ฟคล้ายกับไอศกรีมแต่เป็นซอสครีมในสไตล์ฝรั่งเศส

Surf & Turf สององค์ประกอบที่เรียกได้ว่าตรงข้ามกัน ชิ้นหนึ่งอยู่ในน้ำจะเป็นหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์พร้อมครีมสูตรพิเศษ ก่อนกินเทซอสใสในแบบ Consomme ลงไปด้วยเพื่อเพิ่มความหอม หวาน สดชื่น ตัดกับอีกหนึ่งองค์ประกอบที่เป็นคล้าย ๆ Mini Burger ซึ่งแป้งบันนั้นจะเป็นแป้งสไตล์ Brioche Bun Charcoal และเนื้อหมู Goji Buta นั่นเอง

Duck ชื่อสั้น ๆ ได้ใจความ แต่ต้องบอกว่ากรรมวิธีในการทำนั้นไม่ได้ง่ายเลย เริ่มจากเนื้อเป็ดที่ทางร้านเลือกใช้ในแบบออร์แกนิค เอาส่วนเนื้ออกมาเซียร์บนกระทะ จนได้เป็นเนื้อเป็ดที่สุกในระดับ Medium Rare (ปรุงรสเล็กน้อย) เสิร์ฟพร้อมกับ Apricot Puree ผักคะน้า และซีอิ๊วจีน

Prawn Soba อาจจะเรียกได้ว่าเป็นเมนู Signature ของทางร้านเลยก็ว่าได้ เมนูที่ต้องพิถีพิถันเป็นอย่างมาก เริ่มจากการเอากุ้งทะเลมาหมักกับเกลือและน้ำตาลจนทำให้ได้เนื้อกุ้งที่แน่น เด้ง มีรสชาติในตัว เสิร์ฟพร้อมกับเส้นโซเมนที่คลุกเคล้าน้ำมันงา และน้ำผึ้ง จึงได้กลิ่นหอมหวานเป็นพิเศษ

Main Course จานนี้นับถือคนทำมาก เพราะมีหลายองค์ประกอบมาก เริ่มจากตัวของแซลมอนก่อน ที่เป็นสเต๊กปลาแซลมอนที่เซียร์จนหนังกรอบ ส่วนด้านในนั้นเมื่อหั่นมาแล้วยังคงความฉ่ำ เนื้อสีชมพู ถือว่าเป็น Perfect Cook ก็ว่าได้ เสิร์ฟพร้อมกับ Potato Pave, Mash Potato, Cauliflower Puree, Coriander Pasto ราดด้วย Chicken Jus

ปิดท้ายด้วยคอร์สของหวานที่ชื่อทำให้ฉงนสงสัยอย่าง Pear or not? เป็นเมนูที่ให้เราต้องมานั่งคิด มานั่งลุ้นกันว่า นี่คือลูกแพร์ใช่ไหม? หน้าตาเหมือนลูกแพร์ แต่เมื่อเอาช้อนตัดลงไปแล้วเริ่มเกิดความสงสัย แต่น้าอ้วนก็มีเอ๊ะ! บ้างนิด ๆ ละ แต่พอได้ตักเข้าปากเท่านั้น สมองสั่งการมาทันทีว่าของหวานจานนี้นั่นก็คือ “ทิรามิสุ” นั่นเอง

จบไปแล้วกับ 7 คอร์สที่เอามาแนะนำให้รู้จักกัน บางคนอาจจะคิดว่าอาหารแต่ละจานทำไมมันน้อยจัง แต่นี่มันคือบรรยากาศของการกินอาหารในสไตล์ของ Chef’s Table แต่ละจาน แต่ละเมนูก็จะมีเรื่องราว เชฟจะมาพูดคุย บอกเล่าเรื่องราวกรรมวิธี หรือสตอรี่ของอาหารแต่ละอย่างให้ลูกค้าได้รู้ บอกเลยว่าอะไรก็ตามถ้าเราได้รู้ที่มาที่ไป ได้รู้ว่ามันเป็นมายังไง สิ่งนั้นจะทำให้มีคุณค่า ซึ่งมันก็จะส่งผลให้อาหารจานนั้น ๆ เมื่อเราได้เอาเข้าปากเราก็จะอินไปกับมันนั่นเอง

RELATED POSTS

COMMENT

0 Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save